2006/May/07

อืม ... มีคนมาถามผมว่า ... เนี่ย ... ถ้าจะซื้อกล้องถ่าย VDO ที่ใช้ mini DV กับ DVD เป็นสื่อบันทึก ควรจะซื้ออารายดี ? (มันออกมาให้ปวดหัวจิงๆ เลย)
เรื่องนี้ หลังจากที่มีคนถามมา ผมก็ลองๆ หาคำตอบให้พักนึงโดยการถามคนอื่นๆ เอา ไม่ได้ค้นหาเอาเอง ก็เลยยังไม่มั่นใจว่าจะให้ฟันธงไปเลยว่าแบบไหนดีกว่ากัน ... บางคนก็ว่า DVD นะดีกว่า ... บางคนก็ว่า mini DV แหละ work (more) สุดแล้ว ... อ๊ะ !!! ทำไมคำตอบมันวุ่นๆ อย่างงี้เนี่ย ... ผมก็เลยกลับมาคิดอีกว่า ทำไงดีหว่า ? ... หาคำตอบเอาเองดีกว่า โดยใช้ อาจารย์ กู (เกิ้ล) นี่แหละช่วยตอบข้อซักถามผมหน่อย (แต่รุสึกว่าจะลืมไปอย่างนะ ... คือ ลืมถามคนขายว่าเป็นไง ... แต่คนขายที่ไม่ดีมักจะเชียร์ของออกนอกหน้า และไม่บอกความจริงเราทั้งหมด)
ผมใช้เวลาว่าง ... (ที่ไม่ค่อยว่าง) ในการถามอาจารย์ว่า เป็นไงมั่งครับ ... อย่างนี้ดีป่าว ? อย่างนี้ล่ะ ? (เกี่ยวไรเนี่ย ?) ค้นไปค้นมาก็พบว่างี้ครับ (ขอเกริ่น น้ำ ก่อนนะ)
DVD Camcorder
เจ้าตัวนี้จะใช้สื่อบันทึกที่เป็น mini DVD เพราะไม่งั้นแล้ว ตัวกล้องจะมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก เค้าเลยเลือกที่จะใช้เป็น mini DVD แทน ซึ่งบันทึกใน format MPEG-2 ที่อยู่ใน format ของ DVD VDO
เวลาที่ใช้ในบันทึกสื่อแบบ DVD จะมี function ที่ให้เลือกได้ว่าจะบันทึกในความละเอียดเท่าไร ถ้าเป็นแบบ High Quality แล้ว จะบันทึกได้เพียง 20 - 30 นาที เท่านั้น ... แต่ถ้าเป็น mode SP (ของ SONY) ก็จะอยู่ได้ 30 นาที แต่ถ้าเป็น mode LP ก็จะอยู่ได้ประมาณ 60 นาที :( อืม ... คงเป็นเพราะ mini DVD นั่นแหละกระมัง ซึ่งถ้าเป็น DVD ปกติแล้ว (4.3GB) ก็คงอยู่ได้นานกว่านี้แหละครับ ประมาณว่า ... ถ้าอยากบันทึกให้นานก็ให้ลด Quality ของภาพลงก็นานแล้ว ... ประมาณนั้นกระมัง
เมื่อกล่าวถึงการนำไปใช้งานเลย ... DVD นั้นก็สามารถนำไปใช้งานได้ทันที แต่ ... ก็ยังมีข้อเสียของ DVD เช่นกัน เป็นต้นว่า format ของ DVD กับเครื่องเล่นไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถที่จะเล่นแผ่น DVD แผ่นนั้นได้ (ตอนนี้เล่นได้หมดแล้วกระมัง) แล้วในเรื่องของการตัดต่อ VDO ก็ทำได้ง่ายเช่นกัน เพราะไม่ต้องต่อสาย USB หรือ IEEE1394 เข้ากับ PC แต่เพียงนำแผ่นเข้าเครื่องอ่าน DVD แล้วก็ใช้ Adobe Premiere หรืออื่นๆ จัดการ ก็สามารถทำได้แล้ว วู้ ... สะดวกจิงๆ :D
ข้อดี
  • play back ง่าย และสะดวก
  • สามารถนำไปใช้กับเครื่องเล่น DVD หรือ PC ได้ง่าย
  • ตัดต่อสะดวก ไม่ต้องทำการโอนข้อมูลไปที่ PC ก่อน ทำให้สามารถตัดต่อได้ทันที

ข้อเสีย

  • ระยะเวลาที่ใช้ในการบันทึกน้อย (ใช้ mini-DVD ใน mode high quality บันทึกนาน 20 นาที)
  • ภาพที่ได้มีคุณภาพต่ำ (ในรุ่นราคาถูก แต่รุ่นราคาสูงสามารถให้ภาพที่มีคุณภาพสูงได้) MPEG-2
  • บางทีเครื่องเล่น DVD อาจจะเล่นแผ่น DVD ที่มาจากเครื่องบันทึกนี้ไม่ได้
  • ตัดต่อยาก (ยังไม่ค่อยมี software support)
  • ราคาสูง (ยังเป็นเรื่องใหม่ในตลาด)
  • ราคาสื่อบันทึกสูง (ขึ้นอยู่กับชนิด DVD ที่ใช้)
Mini DV Camcorder
ตัวนี้ใช้สื่อบันทึกที่เป็นม้วนเทป mini DV ครับ ... ซึ่งม้วนนึงก็บันทึกได้ 90 นาทีแระ ... มีขายเกลื่อนทั่วไปตามห้างสรรพสินค้าแล้ว ... แล้วไอ้ม้วน 90 นาที บางเครื่องบันทึก สามารถทำให้บันทึกได้นานกว่านี้อีกด้วย :O
การบันทึกของ mini DV นั้น เป็นแบบ uncompressed video อ่า ... ทำให้ภาพที่ได้ ไม่มีการสูญเสีย และเนื่องจากภาพที่ได้ไม่มีการ compressed เอง ทำให้การตัดต่อ video ทำได้โดยไม่มีการสูญเสีย quality ไป ... หลังจากที่ตัดต่อเสร็จแล้วค่อย compressed ก็ไม่ว่ากัน อีกทั้ง mini DV ก็ยังมีทางเลือกให้จัดการกับการตัดต่อ video อีกมากด้วย เนื่องจากอาจเป็นเพราะมันออกมานานแล้วกระมัง ก็เลยมีอารายแบบนี้แยะเลย
ข้อดี
  • คุณภาพของภาพที่ได้สูง ไม่มีการบีบอัด หรือถูกบีบอัดน้อย
  • ราคาสื่อบันทึกถูก (เมื่อเทียบจำนวนนนาที และการบันทึกซ้ำ)
  • ความยุ่งยากในการตัดต่อน้อย (ซอฟต์แวร์ที่ใช้มีมาก)
  • ความยุ่งยากในการบันทึกน้อย
  • ช่วงราคาขายของตลาดอยู่ในช่วงที่กว้าง (มันออกมานานแล้ว)

ข้อเสีย

  • play back ยาก
  • การโอนถ่ายข้อมูลระหว่าง PC ใช้เวลานาน
  • อุปกรณ์ที่ support miniDV มีน้อย ยกเว้นแต่ใช้เครื่อง miniDV Camcorder ในการเล่นเทป miniDV


ท้ายที่สุดแล้ว ... ก็ยังฟันธงตรงๆ ไปเลยไม่ได้ว่า ควรจะเลือกอะไรดี ทั้งนี้ทั้งนั้นมันขึ้นอยู่กับการใช้งานของเราเอง (จริงมั๊ย ?) เพราะหากเราไม่สนใจว่า คุณภาพที่ถ่าย แต่ต้องการความสะดวกสบายตรงที่ไม่ต้องเอาไปโอน video ที่ได้กับ PC อีกทีแล้วเขียนเป็น DVD ก็เอาเป็น DVD Camcorder ดีกว่าครับ

แต่ถ้าว่า ... คุณภาพของภาพต้องมาก่อนเลย ... ก็เอาเป็น miniDV ก้อไม่เสียใจครับ ... ผมว่ารวมๆ แล้วก็คงมีประมาณนี้แหละ ... น่าจะทำให้หลายๆ ท่านตัดสินใจได้ว่า จะเลือกซื้ออะไรดีนะครับ :)

อา ... คงไม่มีคำถามว่า ... แล้วถ้าเป็นรุ่น HDD ล่ะจะว่าไง ... อืม ... ผมว่างี้ละกัน คงเป็นว่าเหมือน DVD และบันทึกได้นานกว่า miniDV อืม ... แล้วแบบไหนเหมาะกว่ากันล่ะ ? แล้วแต่เลือกนะครับ :)


edit @ 2006/05/07 16:44:29

2005/Nov/02

ไม่ค่อยได้มา up blog ที่นี่เลย ... ส่วนใหญ่ก็จะ up ที่ msn น่ะนะ ... เอาเป็นว่าเข้าเรื่องเลยล่ะกัน (เนื้อหานี้มีอยู่บนSpaces อีกทีครับ)
เกริ่นหน่อย
ข่าวเค้าว่า อีก 2 ปี Machintosh จะเปลี่ยนสายการผลิตจาก PowerPC เป็น Intel Processors ดังนั้น 5 ปีที่ผ่านมานี้ Apple ก็ได้พยายามที่จะพัฒนา OS ให้ทำงานบน Intel ให้ได้ ... พอแค่นี้ล่ะกัน
Recommended Requirements
    1. CPU: SSE2 หรือ SSE3 Instruction CPU สามารถดูได้จากเครื่องมือที่ชื่อว่า CPU-Z ว่า support SSE2 หรือ SSE3 ป่าว http://www.cpuid.org/cpuz.phpเรื่องของ speed เนี่ยผมแนะนำ 2.0GHz ขึ้นนะครับ (ผมลงบน PM 1.3GHz แล้วค่อนข้างกระตุก)
    2. Memory: ต้องมีหน่วยความจำอย่างน้อย 256MB <-- น่าจะ 512MB นะ
    3. OS: วินโดวส์ หรือ ลินุกซ์ <-- ในนี้จะใช้วินโดวส์นะครับ
    4. Drives: ใช้ HDD 2 ตัว โดยตัวแรกจะเป็นตัววินโดวส์ของเรา อีกตัวสำหรับ OS X และต้องมีพื้นที่อย่างน้อง 7GB ทั้ง 2 ตัว สุดท้ายก็ CD-ROM หรือ DVD-ROM

Programs & Files Needed

    1. WinRAR 3.50up: http://www.win-rar.com/download.html (ถ้าต่ำกว่านี้จะ extract file ไม่ได้)
    2. dd-0.3: http://uranus.it.swin.edu.au/~jn/linux/rawwrite/dd-0.3.zip
    3. WMITools: http://www.microsoft.com/downloads/release.asp?releaseid=40804
    4. ไฟล์ "tiger-x86.tar.bz2" ส่วนใหญ่อยู่ใน torrent

การติดตั้ง OS X x86

    1. ต่อ HDD ตัวที่สองเข้าไปที่เครื่องก่อน set ให้เป็น slave แล้วก็เปิดเครื่องโดยเลือก boot จากวินโดวส์ล่ะกัน
    2. ให้แตกไฟล์ที่ชื่อ tiger-x86.tar.bz2 โดยใช้ winRAR 3.5up ถ้าต่ำกว่านี้จา extract ไม่ได้ (ลองแล้ว 3.4 ไม่ได้) โดยแตกไปไว้ที่ไหนก็ได้ใน HDD ซึ่งจะได้ไฟล์ออกมาเยอะแยะ แต่จะมีอยู่ไฟล์หนึ่งที่ชื่อว่า "tiger-x86-flat.img" ซึ่งมีขนาด 6GB ให้ระวังไว้นะครับ ... เพราะจะต้อง copy ไปไว้ที่ไดร์ฟ C:\ ครับ
    3. จากไฟล์ dd-0.3.zip ให้ทำการ extract ไว้ที่ C:\ ซึ่งจะต้องเห็นว่าที่ C:\ จะต้องมี 4 ไฟล์ดังนี้ "Copying.txt", "ddchanges.txt", "Diskio.dll" แล้วก็ "dd.exe"
    4. ใช้เครื่องมือ WMI ซึ่งได้จากการติดตั้งก่อน
      - ก่อนที่จะทำการรันคำสั่ง dd.exe เพื่อเขียน OS X x86 บน HDD นั้น เราจะต้องรันโปรแกรม WMI ก่อน เพื่อว่า HDD ที่ต่ออยู่นั้นมี Disk Drive ID อะไร
      - ไปที่ Start > Programs > WMI Tools > WMI Object Browser จากนั้นก็ connect to namespace: root\CIMV2
      - ให้เปิดดู tree ที่อยู่ด้านซ้ายของ window โดยดับเบิ้ลคลิกบน Win32_ComputerSystem.Name="... ..." และคลิกที่ Win32_SystemPartitions.PartComponent
      - ที่หน้าต่างด้านขวา ให้คลิกขวาบน Drive Device ID (Disk #1, Partition #0, อื่นๆ) และเลือกที่ Go to Object
      - ตัว Device window จะเปิดขึ้น แล้วก็คลิกที่แท็บ Associations เพื่อให้แสดง Hard Disk ในรูป graphic (อันนี้ต้องรอหน่อยนะ)
      - จากนั้นก็หา Drive ที่เราต้องการติดตั้ง เช่น Drive C เราก็จะเห็นเป็นงี้นะ
      Win32_LogicalDisk.DeviceID="C:"
      ซึ่งอ้างอิง Physical disk ตัวนี้
      Win32_DiskDrive.DeviceID="\\\\.\\PHYSICAL DRIVE0"
      ถ้าเป็น HDD ตัวที่ 2 นี้ เราจะเห็นว่าเป็นดังนี้
      Win32_DiskDrive.DeviceID="\\\\.\\PHYSICAL DRIVE1"
      * เราใช้แค่ "\\\\.\\PHYSICAL DRIVE1" แค่นั้นครับ ซึ่งเป็น Device ID ที่เราจะใช้ต่อไป
    5. รันคำสั่ง dd โดย

      Start > Run

      - พิมพ์ cmd <Enter>
      - เมื่ออยู่ที่ command prompt ให้พิมพ์ cd\
      - คำสั่ง dd จะมีรูปแบบการใช้งานดังนี้

      dd [bs=SIZE[SUFFIX]] [count=BLOCKS] [if=FILE] [of=FILE] [seek=BLOCKS] [skip=BLOCKS] [--list]

      - สำหรับในตัวอย่าง จะใช้คำสั่งดังนี้

      dd bs=1048576 if=c:\tiger-x86-flat.img of=\\.\PhysicalDrive1

      - หลังจากที่รันคำสั่ง dd แล้วนั้น บางทีจะมีความรู้สึกว่ามัน Hang หรือเปล่า หรือมัน not responding หรือเปล่า ... จิงๆ แล้วไม่ทั้งสองอย่างเลยนะครับ เพราะมันก็จะยังทำงานอยู่ (ตอนที่ผมลงนั้น ใช้ external Hdd เล็กๆ ก็เห็นไฟมันกระพริบๆ ตลอดเวลา)
      - หลังจากรันคำสั่ง dd แล้วประมาณ 15นาที - 1 ชม. ก็จะเสร็จครับ (ผมลงไปประมาณ 1 ชม. 30 นาที ได้มั๊ง มันเป็น usb น่ะนะ)
      - หลังจากที่รัน dd เสร็จแล้ว ... มันก็จะแสดง write records บน OS X Hard Disk และจะขึ้น C:\
      - เสร็จขั้นตอนนี้ก็ออกจาก command prompt ได้ครับ แล้วก็ Shutdown ได้เลย
      - หลังจากเครื่อง Shutdown แล้วก็ทำการเปลี่ยน HDD หรือเลือก Boot Sequence โดยให้ Boot ที่ HDD ก้อนใหม่นี้ครับ
    6. ทำการ boot ระบบขึ้นมาก็จะเจอ Darwin-x86 v5.0.122 ถูก load ขึ้นมา ซึ่งก็ควรจะได้เห็น BootScreen ของ MAC ครับ ... ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีแล้ว :D


อ้างอิง: OS X x86 - The Complete Installation Walkthrough. :D


หมายเหตุ ... เราสามารถกำหนด password ของ user เราได้ โดยเมื่อเริ่มต้น boot ก็ให้กด Enter (ก่อนเข้าหน้าที่ Boot จริงๆ) จากนั้นให้ใส่ option -s เพื่อบอกว่าจะ Boot แบบ Single User โดยเราจะได้ #root ใช้ในระบบครับ ... จากนั้นให้รันคำสั่ง

#sh /etc/rc <Enter>

#passws curtis <Enter>

แล้วก็ใส่ new password ได้เลยครับ :D ... ถ้าอยากได้ password root ก็

#passwd <Enter>

ก็ได้แล้วครับ :D ... ขอให้สนุกกับ OS X x86 นะกั๊บ

ถ้าใครสนใจ ... ผมแนะนำให้มี HDD เปล่าๆ ไม่ต้องมีข้อมูลนะครับ ม่ายง้านแล้วยุ่งเลย แล้วจะหาว่าม่ายเตือน ... อีกอย่าง ให้ดู DiskDriveID ให้ดีๆ ครับ

2005/Oct/11

เหอๆ หลังจากที่เมื่อวานนั่งหลังขดหลังแข็งในการกู้ HDD ขึ้นมาแล้ว ต้องทิ้ง notebook ไว้ที่ LAB เพื่อ copy data ไว้ด้วย ... วันนี้ก็มานั่งต่อกับการลง windows -__-" เฮ้อ ...
เริ่มตั้งแต่เช้าเลยแหละ ผมลืมเอาแผ่น WinXP sp2 ไปที่ LAB ด้วย ... แต่ไม่เป็นไรครับ ผมทำ image ไว้ ... ก็เลย write ใส่แผ่นเปล่าแล้วจัดการซะ
การลง windows ก็ไม่ยุ่งยากอะไรหรอกครับ .. แต่มันยุ่งยากที่ HDD 80GB ผมเนี่ย ... จะแบ่ง partition ยังไงดี ... คิกแล้วงง ... กว่าจะผ่านช่วงนี้ก็นั่งคิดไปเกือบๆ ครึ่ง ชม. แระ ฮ่าๆๆ
  • 13GB - Windows
  • 8GB - DATA
  • 40GB - Document
  • 15GB - Un Partition (เก็บไว้ทำแป๊ะน่ะนะ ... ยังไม่ได้แบ่ง)

พอเริ่มลง windows ก็กินเวลาไปประมาณ ชม. เศษๆ ครับ ก็ไปทานข้าวพอดีเลย ... วันนี้ที่โซนอินเตอร์เงียบเหงามากเลย เพราะ นศ. ส่วนใหญ่สอบเสร็จกันหมดแล้ว ทำให้เราๆ ท่านๆ ที่ไปทานข้าวที่โซนอินเตอร์คอตกไปตามๆ กัน -__-" ไม่มีอาหารตาก็งี้แหละครับ

ผมกลับมาที่ LAB ก็เริ่มลง Driver ให้กับเจ้าเครื่อง notebook ผมครับ ... ก็กินเวลาไปอีกไม่นานหรอกครับ IBM มี tools ที่ช่วยจัดการทุกอย่างอยู่แล้ว ... ไม่ต้องห่วง

ถ้าคิดว่าจะเสร็จแล้วนี่ ... ยังนะครับ ... เหมือนจะง่ายๆ แต่ยังเหลือข้อมูลอีก 40GB (โดยประมาณ) ที่อยู่กับเครื่อง PC ต้องย้ายมานี่ครับ ... ช่วงเวลานี้ไม่อยากยุ่งกับเครื่องเราเลย เพราะว่าเด๋วจะกินเวลาเพิ่มไปอีก ... แค่ copy เฉยๆ ยังปาไปเกือบๆ 3 ชม. ... รอนานนะเนี่ย ... แทบไม่ได้ทำไรเลย

ในระหว่างที่รอมัน copy เนี่ย ผมก็มานั่งอ่าน slide เตรียม present เรื่องเว็บเซอร์วิส เพราะจะไปให้การอบรมที่ มข. ในวันที่ 13 ต.ค. 48 นี้แล้ว (ยังไม่ได้เตรียมตัวเลย) ผมก็นั่งๆ อ่านไป ง่วงไป ... หลับบ้างครับ เครื่องก็ยัง copy ไม่เสร็จ (ถึงจะเสร็จแต่ก็ยังมี drive อื่นที่จะต้อง copy อีกอยู่ดี)

โอย ... copy เสร็จซะที (15:00น. เพิ่งได้ Drive ที่กู้มา Drive เดียว) ก็ copy อันอื่น ... แต่อันนี้เร็วหน่อยไม่กี่ G เอง

16:40น. เราสามคน (ผม, พี่ท้อปซี่, คนแก่ท้อปซ่า) ก็มานั่งประชุมเรื่องอบรมเว็บเซอร์วิส ซึ่งจะต้องซ้อมกันก่อนวันที่ 13 ต.ค. 48 นี้ โดยมีรายละเอียดกำหนดการดังนี้ครับ

09:00 - 09:30 - Introduction to Web Services (I'm)

09:30 - 11:00 - Java Web Services + WORKSHOP(I'm)

11:00 - 11:30 - PHP Web Services (Topza)

11:30 - 13:00 - Lunch

13:00 - 14:00 - PHP Web Services WORKSHOP (Topza)

14:00 - 15:00 - WSRF (Topzy)

15:00 - 15:30 - NSC Intro (Topzy)

15:30 - 16:00 - Meeting

อืม ... ก็ต้องซ้อมๆ กันหน่อยน่ะนะ

วันนี้ซ้อมเสร็จกันตอนทุ่มครึ่งครับ (19:30น.) จึงได้ออกจาก LAB กัน ... ขยันๆ กันทุกคนเล้ยยยย ... (ป่าว ... เวลางานไม่รุจักทำกันน่ะนะ ฮ่าๆๆ) แต่วันนี้ผมนำเสนอในหัวข้อ Introduction to Web Services ไม่ค่อยดีครับ .. อาจเป็นเนื่องจากเอา Slide ของพี่โจ้มากระมัง ... หรือไม่ก็ไม่ซ้อมให้ดีๆ (คงเป็นอย่างหลังมากกว่า) ก็ได้คำแนะนำจากพี่ๆ ให้ปรับ Slide ใหม่ แล้วค่อยพูดให้ฟังอีกรอบ ... ซึ่งผมก็จะนำมาปรับปรุงครับ (วันนี้แหละ .. หลังจากนี้ด้วย) ส่วนในหัวข้อ Java Web Services นั้น ... ผมคงต้องเพิ่มตัวอย่างต่างๆ ลงไปด้วยแหละครับ ... เพราะไม่งั้นแล้ว เดี๋ยวเวลามันจะเยอะไป (เค้ามีแต่บอกว่าเวลาไม่พอ -__-") วันที่ไปก็อยากให้น้องๆ เค้าได้ความรู้กลับไปเยอะๆ ครับ ... ไม่อยากให้มาคิดว่า ... พูดไรไม่รู้เรื่องเลย ... อันนี้นี่แย่นะครับ :D

สรุปแล้ว ... วันนี้ก็เอาข้อมูลกลับมาบนเครื่องได้แล้ว แต่ยังไม่หมด ... เหลืองานพวกพัฒนาโปรแกรมยังไม่ได้เอากลับมา แล้วก็เหลือลง Program ต่างๆ บนเครื่อง (up เสร็จค่อยลง) แล้วก็เรื่องสำคัญที่ต้องเตรียมก่อนไปอบรมน้องๆ ที่ มข. ครับ ... วันนี้ก็ต้องแก้ไขก่อนล่ะนะ



Chaiwat Bootchai
View full profile